Thai Tax Law THAI TAX LAW

ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายและรับโอนลูกหนี้เงินกู้ยืม ราย องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

มาตรา 65, มาตรา 77/1, มาตรา 77/2, มาตรา 78/3, มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 83/5, มาตรา 86, มาตรา 91/8, กฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534), คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.1/2528 กค0811-9072 2020-12-30

คำถาม

ปรส. ได้เริ่มดำเนินการขายสินทรัพย์หลักของสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ถูกระงับการ ดำเนินการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเดือนมิถุนายน และเดือนสิงหาคม 2540 และอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ปรส. ได้รับมอบ อำนาจจากสถาบันการเงิน ทั้ง 56 แห่ง (ผู้ขาย) ให้เป็นผู้ลงนามในสัญญาและจัดการเกี่ยวกับ การจำหน่ายหรือโอนขายสิทธิตามสัญญาเงินกู้ของผู้ขาย รวมทั้งการอื่นใดที่เกี่ยวข้องตามสัญญาขาย มาตรฐานกับผู้ซื้อ โดยได้เริ่มดำเนินการเสนอขายสินเชื่อเช่าซื้อเป็นกลุ่มแรก เพื่อให้การดำเนินการด้านภาษีอากรของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเป็นไปโดยถูกต้องและสอดคล้อง กับการดำเนินการดังกล่าว ปรส. จึงขอทราบเกี่ยวกับการเสียภาษี ดังต่อไปนี้ 1. กรณีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ขายเมื่อได้รับเงินจากการขายตามสัญญาขายจะมีการ จ่ายชำระเงินเป็นงวดดังนี้ 1.1 การชำระเงินงวดแรก ณ วันทำสัญญา (จำนวนเงินเท่ากับร้อยละ 20 ของราคา ซื้อ รวมกับเงินประกันตามที่ระบุในสัญญา) 1.2 การชำระเงินงวดสุดท้าย ณ วันปิดการจำหน่าย (ภายใน 120 วันจากวันทำ สัญญา) 1.3 รายการปรับปรุงจำนวนเงินต้นล่าสุด (ภายใน 60 วัน นับจากวันปิดการจำหน่าย) 1.4 เงินชดเชยตามราคาชำระคืน (ภายใน 90 วัน นับจากวันปิดการจำหน่าย) เนื่องจากตามสัญญาการขายได้กำหนดให้สิทธิเรียกร้องมีผลเมื่อการชำระเงินงวดสุดท้าย เสร็จสิ้น ซึ่งหมายถึงการขายได้เกิดขึ้นสมบูรณ์ตามสัญญา ดังนั้น ปรส. จึงขอให้กรมสรรพากรพิจารณา อนุญาตให้ผู้ขายคำนวณและออกใบกำกับภาษี และยื่นยอดรวมเป็นครั้งเดียว ณ วันที่ได้รับการชำระเงิน งวดสุดท้ายจาก ปรส. ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงไม่เกิน 3 วันทำการนับจากวันปิดการจำหน่ายตามข้อ 1.2 โดยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มจะคิดราคาซื้อตามที่กล่าวถึงในสัญญาขายมาตรฐาน 2. ด้วยเหตุที่สัญญาขายมาตรฐานได้มีข้อกำหนดให้มีกรณีที่ต้องแปลงหนี้ใหม่ โดยการเปลี่ยน ตัวเจ้าหนี้ (ผู้ให้เช่าซื้อ) ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา ร้อยละ 7.0 ต่อไป กรณีผู้เช่าซื้อไม่ยินยอมให้ผู้ซื้อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10.0 โดยอ้างสิทธิ ตามข้อผูกพันเดิมที่มีต่อผู้ขาย และนิติกรรมที่เปลี่ยนแปลงคู่สัญญาไม่ใช่เจตนาของผู้เช่าซื้อ ผู้ซื้อจะต้องรับ ภาระส่วนต่างร้อยละ 3 นี้ ซึ่งไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้ออาจจะใช้เป็นข้อต่อรองที่จะประมูลราคาต่ำลงได้ ปรส. จึงขอยกเว้นเป็นกรณี พิเศษ อนุโลมให้ผู้ซื้อได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 สำหรับผู้เช่าซื้อที่ได้รับสิทธิตามสัญญา เดิม จนกว่าจะครบกำหนดผ่อนผัน 3. การคำนวณรายได้ในกรณีที่ผู้ซื้อชำระราคาด้วยพันธบัตรซึ่งได้มีการตกลงตีราคาพันธบัตร ให้เท่ากับราคาขาย เช่น ผู้ซื้อจ่ายชำระสัญญาขายมูลค่า 100 บาท ด้วยพันธบัตรมูลค่า 110 บาท ซึ่งถึง กำหนดไถ่ถอนภายในปี พ.ศ. 2543 ปรส. มีความเห็นว่า รายได้ที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของผู้ขายควรเป็นการรับรู้ รายได้ตามที่ได้ตกลงกันในเบื้องต้น คือมูลค่า 100 บาท โดยถือว่าเป็นมูลค่าตลาดขณะนั้นและเป็นราคาที่ ตกลงกันเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น และเมื่อพันธบัตรถึงกำหนดไถ่ถอนและได้รับเงิน ตามพันธบัตรแล้ว จึงถือส่วนต่างนี้เป็นรายได้เพื่อนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลใน รอบระยะเวลาบัญชีที่พันธบัตรนั้นถึงกำหนด ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ถูกต้องหรือไม่ 4. สัญญาขายมาตรฐานระบุว่า "ปรส. ได้ประกาศการจำหน่ายทอดตลาดเพื่อจำหน่าย สินทรัพย์ประเภทเงินให้กู้ยืม" ซึ่งอาจเข้าข่ายการขายทอดตลาดตามมาตรา 83/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งทำให้ ปรส. มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องเสียโดยต้องนำส่งและยื่นรายการภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้แก่ผู้ขายแต่ละราย ปรส. ขอผ่อนผันให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งเป็นผู้ออกใบกำกับภาษี รวมทั้งนำส่งและยื่น รายการด้วยตนเองภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ได้รับเงินจาก ปรส. (เป็นการยกเว้น มาตรา 86/1 (2)) และ ปรส. เป็นผู้ออกใบรับเงินชั่วคราวให้แก่ผู้ซื้อตามมูลค่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 5. ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลของผู้ซื้อในส่วนที่เกี่ยวกับผลต่างของราคามูลค่าหนี้และราคา ซื้อสุทธิจากการที่ผู้ซื้อได้ประมูลซื้อลูกหนี้เงินกู้จากผู้ขายมาในราคาที่ต่ำกว่าราคาทางบัญชี (Net Book Value) ซึ่งวิธีการทางบัญชีนั้น ผู้ซื้อจะตั้งพักส่วนต่างระหว่างราคามูลหนี้กับราคาซื้อหนี้สุทธิ (Deferred Income) ไว้ในบัญชีก่อนและจะรับรู้เป็นรายได้เพื่อเสียภาษีนิติบุคคลต่อเมื่อผู้ซื้อได้เรียกเก็บหนี้ตามสัญญา นั้นได้มากกว่าราคาซื้อสุทธิ ปรส. ขอให้ผู้ซื้อสามารถนำส่วนต่างระหว่างราคามูลหนี้กับราคาซื้อหนี้สุทธินั้นตั้งพักไว้ก่อน และรับรู้เป็นรายได้เพื่อนำไปคำนวณกำไรสุทธิในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อเรียกเก็บหนี้ได้เกินกว่า ราคาซื้อสุทธิ 6. นับจากวันปิดการจำหน่ายไปจนกว่าที่ผู้ซื้อจะครอบครองเอกสารการเช่าซื้อจากผู้ขาย ผู้ขายจะทำหน้าที่จัดการและเรียกรับชำระหนี้ไปก่อนเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ และจะส่งมอบเงินต้นและ ดอกเบี้ยที่ได้รับชำระให้แก่ผู้ซื้อภายใน 60 วัน นับจากวันปิดการจำหน่าย ปรส. ขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ผู้ขายซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนแต่ละแห่งออกใบรับเงินแทนผู้ซื้อ และให้ผู้ซื้อออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้ลูกค้าเมื่อได้รับเงินจากผู้ขายครบถ้วน 7. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มจ่ายล่วงหน้า (Advanced VAT) ที่ผู้ขายจ่ายแทนลูกค้าสำหรับ ค่างวดที่ค้างชำระและอยู่ในระหว่างการขอคืนจากกรมสรรพากร ปรส. ขอให้พิจารณากรณีที่ผู้ซื้อเมื่อได้รับโอนลูกหนี้ไปแล้ว จะสวมสิทธิในการเรียกร้องคืน จากกรมสรรพากรแทนผู้ขายได้หรือไม่ ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายของลูกหนี้จะสิ้นสุดไปและถือเป็นการ ซื้อขายขาดหรือไม่ ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องจ่ายชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของลูกหนี้ค้างชำระค่างวดทันทีในเดือนที่มีการ ปิดการจำหน่ายหรือเมื่อได้รับชำระหนี้จากลูกค้าแล้ว ผู้ซื้อมีภาระผูกพันที่จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วน ลูกหนี้ค้างชำระนี้อย่างไร หากผู้ขายไม่ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ลูกหนี้ค้างชำระไว้ก่อน 8. กรณีการโอนสิทธิตามสัญญาเงินกู้ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ด้วยเหตุที่ การขายลูกหนี้เงินกู้ยืมได้รวมมูลค่าของดอกเบี้ยค้างรับของลูกหนี้เงินกู้ยืมแต่ละรายไว้ด้วย กรณีผู้ขายได้ใช้เกณฑ์เงินสดในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะถือว่าผู้ขายได้รับชำระดอกเบี้ย ซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในวันที่ได้รับชำระราคามูลหนี้ด้วยหรือไม่และผู้ขายจะต้อง จัดสรรจำนวนเงินต้นหรือดอกเบี้ยที่ถือว่าได้รับชำระแล้วอย่างไรเพื่อการคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับ การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อนึ่ง เนื่องจากการขายสินทรัพย์ของ ปรส. มีลูกหนี้ด้อยคุณภาพรวมอยู่ด้วย หากการขาย ลูกหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวได้รับมูลค่าไม่ถึงร้อยละ 100 ของมูลหนี้ต้นเงิน ปรส. จะขอยกเว้นจาก กรมสรรพากรให้ถือเสมือนเป็นการซื้อขายเฉพาะเงินต้นคงค้างหมดทั้งจำนวน เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่ ผู้ขายในการจัดสรรจำนวนดอกเบี้ยค้างรับเพื่อใช้เป็นฐานในการเสียภาษี

คำตอบ

1. กรณีตาม 1. การขายหรือโอนขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อถือเป็นสิทธิในทรัพย์สินที่อยู่ใน กิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้า ตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) แห่ง ประมวลรัษฎากรผู้โอนมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เมื่อผู้โอนได้รับชำระราคาค่าตอบแทนจากการ โอนสิทธิเรียกร้องในลูกหนี้เช่าซื้อ ตามมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 แห่ง กฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ดังนั้น ผู้โอนจึงต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ได้รับชำระราคาพร้อมทั้งให้ส่งมอบ ใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้รับโอน ตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร ถึงแม้สัญญาขายได้กำหนดให้ สิทธิเรียกร้องมีผลเมื่อมีการชำระเงินงวดสุดท้ายเสร็จสิ้น ผู้โอนก็ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีจากยอดรวม เพียงครั้งเดียว ณ วันที่ได้รับเงินงวดสุดท้ายได้แต่อย่างใด และกรมสรรพากรไม่มีอำนาจดำเนินการ ตามที่ ปรส. ร้องขอได้ 2. กรณีตาม 2. การแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ (ผู้ให้เช่าซื้อ) หลังวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ตามข้อ 3 (2) (ค) ของหนังสือซ้อมความเข้าใจที่ กค 811/12053 ลงวันที่ 5 กันยายน 2540 ดังนั้น ผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) จึงต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกหนี้ผู้เช่าซื้อในอัตราร้อยละ 10.0 ไม่ สามารถยกเว้นให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 เป็นพิเศษ เฉพาะกรณีตามที่ ปรส. ร้องขอได้ 3. กรณีตาม 3. รายได้ที่ผู้โอนต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ราคาขายหรือโอนขายสิทธิที่ตกลงซื้อขายกันและผู้โอนได้รับชำระจริงตาม สัญญาเช่าซื้อคือมูลค่า 110 บาท ซึ่งถือเป็นราคาตลาดที่ซื้อขายกันโดยสุจริตและเป็นที่เปิดเผยต่อ สาธารณชนโดยทั่วไปในขณะนั้น ผู้โอนต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ โดยเฉลี่ยตามกำหนดเวลาที่เหลือ ในพันธบัตร เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 65 แห่ง ประมวลรัษฎากร สำหรับความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อผู้โอนได้รับชำระราคา (เมื่อ พันธบัตรถึงกำหนดไถ่ถอน) ตามมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) 4. กรณีตาม 4. องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นนิติบุคคลตาม มาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และมีอำนาจจำหน่าย จ่าย โอน ทรัพย์สิน ของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ดังนั้น ปรส. จึงไม่ใช่ผู้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 83/5 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ใช่ส่วนราชการผู้ขายทอดตลาดตามมาตรา 83/5 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ปรส. จึงไม่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/5 แห่ง ประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด แต่ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้ยื่นรายการและออก ใบกำกับภาษี ตามมาตรา 83 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร 5. กรณีตาม 5. ส่วนต่างของราคามูลหนี้และราคาซื้อสุทธิที่ผู้ซื้อได้ประมูลซื้อจากผู้ขายใน ราคาที่ต่ำกว่าราคาทางบัญชีให้ปฏิบัติดังนี้ 5.1 กรณีโอนขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ส่วนต่างระหว่างราคาค่าตอบแทนในการ โอนสิทธิเรียกร้องกับยอดหนี้คงค้างของลูกหนี้เช่าซื้อเข้าลักษณะเป็นเงินได้จากกิจการให้เช่าซื้อ ผู้รับโอน จะต้องนำไปถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่ง ประมวลรัษฎากร โดยทยอยรับรู้เป็นรายได้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามงวดที่ถึงกำหนดชำระของ ลูกหนี้แต่ละรายก็ได้ตามข้อ 4.3 แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิ์ใน การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528 5.2 กรณีโอนขายสิทธิตามสัญญาเงินกู้ ผู้รับโอนจะต้องนำส่วนต่างระหว่างราคามูลหนี้ กับราคาซื้อหนี้สุทธิมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่ง ประมวลรัษฎากร โดยนำมาเฉลี่ยตามสัดส่วนระหว่างราคามูลหนี้กับราคาซื้อหนี้สุทธิของลูกหนี้แต่ละราย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ ปรส. สามารถดำเนินการเฉพาะการขายสินทรัพย์หลักของสถาบัน การเงิน ทั้ง 56 แห่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมสรรพากรจึงอนุมัติให้ผู้รับโอนมีสิทธิใช้เกณฑ์เงินสดใน การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับส่วนต่างระหว่างราคามูลหนี้กับราคาซื้อหนี้สุทธิ จากการจำหน่ายหรือโอนขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเงินกู้ ตาม 5.1 และ 5.2 ข้างต้นได้ตาม มาตรา 65 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร โดยขอให้ ปรส. แจ้งผลการประมูลให้กรมสรรพากรได้ ทราบถึงรายชื่อผู้ประมูลและราคาที่ประมูลได้ด้วย สำหรับการเปลี่ยนแปลงวิธีการทางบัญชีในการรับรู้ รายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากเกณฑ์สิทธิเป็นเกณฑ์เงินสดในส่วนที่เกิดจากการซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. กรมสรรพากรอนุมัติให้ผู้รับโอนดำเนินการได้ตามมาตรา 91/8 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร 6. กรณีตาม 6. ตามข้อ 2 ของสัญญาขายมาตรฐาน ผู้ขายแต่ละราย โอนบรรดาสิทธิ ทั้งหมดที่ตนมีตามสัญญาให้เช่าซื้อแต่ละรายทั้งหมดที่ตนเป็นคู่สัญญาให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อรับเอาสิทธิทั้งหมด ดังกล่าว โดยมีผลตั้งแต่วันปิดการจำหน่าย ดังนั้น นับแต่วันปิดการจำหน่ายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้โอน (ผู้ขาย) จึงไม่มีสิทธิออก ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าผู้เช่าซื้อ แต่ผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) จะเป็นผู้ออกใบเสร็จเมื่อรับเงินจาก ลูกค้าผู้เช่าซื้อและให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึง กำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่ได้มีการรับชำระราคาหรือได้ออกใบกำกับภาษีก่อนถึงกำหนดชำระ ราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย ตามมาตรา 78 (2) แห่ง ประมวลรัษฎากร 7. กรณีตาม 7. ให้ปฏิบัติดังนี้ 7.1 กรณีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายจ่ายแทนลูกค้าเช่าซื้อ สำหรับค่างวดที่ค้างชำระ ถือเป็นการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวดตามมาตรา 78 (2) แห่ง ประมวลรัษฎากร จึงไม่มีกรณีที่ผู้ซื้อจะขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรแทนผู้ขาย แต่ถึงแม้ผู้ขายจะมีการขอคืน เงินภาษีในเรื่องอื่นและอยู่ระหว่างการขอคืนจากกรมสรรพากร ผู้ขายก็ไม่มีสิทธิที่จะโอนสิทธิการขอคืน เงินภาษีดังกล่าวไปให้ผู้ซื้อได้ 7.2 กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างชำระของลูกหนี้ เมื่อผู้ซื้อได้รับโอนลูกหนี้เช่าซื้อจากผู้ขาย แล้ว ถือเป็นการซื้อขายขาด ผู้ซื้อไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของลูกหนี้ที่ค้างชำระค่างวดในทันที่ที่มี การปิดการจำหน่ายหรือเมื่อได้รับชำระหนี้จากลูกค้าแต่อย่างใด ไม่ว่าผู้ขายจะนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วน ที่ลูกหนี้ค้างชำระไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ซื้อยังคงต้องนำเงินที่ได้รับจากลูกหนี้ในส่วนที่ค้างชำระก่อนปิด การจำหน่ายมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร 8. กรณีตาม 8. การโอนขายสิทธิตามสัญญาเงินกู้เป็นการขายทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในกิจการที่ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ขายจึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จากการโอนขายสิทธิดังกล่าว แต่ยังคงต้อง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เนื่องจากการโอนขายสิทธิตามสัญญาเงินกู้ได้รวมมูลค่าของดอกเบี้ยค้างรับของ ลูกหนี้แต่ละรายไว้ด้วย ดังนั้น กรณีผู้ขายใช้เกณฑ์เงินสดในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ว่าการขายลูกหนี้เงินกู้ ยืมดังกล่าวจะได้รับมูลค่าถึงร้อยละ 100 ของมูลหนี้เงินต้นหรือไม่ก็ตาม ผู้ขายจะต้องเฉลี่ยตามสัดส่วน ระหว่างจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยของลูกหนี้แต่ละรายแล้วนำดอกเบี้ยที่เฉลี่ยได้ดังกล่าวมาเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะในเดือนภาษีที่ได้รับชำระเงิน