ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ กรณีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรจากการ โอนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
คำถาม
1. การเคหะฯ ได้ทำสัญญาซื้อที่ดิน ในท้องที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 3 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 50 ไร่ ราคาไร่ละ 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 30,000,000 บาท ซึ่งการเคหะฯ แจ้งว่า ถ้าผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่ง ไม่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ด้วย โดยสำนักงานที่ดินเป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย จากการขายที่ดินแล้ว นำส่งรัฐ การเคหะฯ จึงขอให้ตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวว่า ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ โดยมีข้อเท็จจริง ดังนี้
- เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2549 การเคหะฯ ได้ทำสัญญาซื้อที่ดินสำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนาย ส. จำนวน 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 63 เลขที่ 48 และ 69 รวมเป็นเงิน 30,000,000 บาท ซึ่งตามสำเนาใบเสร็จ รับเงินจากกรมที่ดิน ไม่ปรากฏการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการตรวจสอบเอกสารพบว่า เป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่นำไปประกันหนี้จำนองให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินเพื่อนำเงินไปชำระหนี้แก่ เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน โดยมีผู้ขายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ เป็นจำนวนเงิน 70,800,284.64 บาท จึงได้ทำสัญญา ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งต้องนำเงินจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 3 แปลง จำนวน 28,000,000 บาท ชำระหนี้สถาบันการเงิน ดังนั้น เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการ ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 433) พ.ศ. 2548
เนื่องจาก ราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินทั้ง 3 แปลง เป็นฐานในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเจ้าพนักงานได้กำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ จำนวน 13,255,000 บาท ดังนั้น การขายที่ดินจำนวน 30,000,000 บาท จึงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 28,000,000 บาท จึงขอทราบว่า ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
2. เอกสารประกอบการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สรุปได้ดังนี้
2.1 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549 บริษัท บ. กับบริษัทฯ ได้ร่วมกันทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เนื่องจาก บริษัท บ. และนาย ส. (ผู้ค้ำประกัน) ได้ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลจังหวัด ทำให้ ประสบปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้ได้ โดยลูกหนี้ยอมรับว่ามีหนี้ค้างชำระอยู่กับบริษัทฯ ตามคำพิพากษา เป็นเงินต้นจำนวน 26,854,023.23 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 33,598,405.25 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 60,452,428.48 บาท ซึ่งได้ จัดให้มีหลักประกัน คือ
2.1.1 จดทะเบียนจำนองตราจองเลขที่ 04 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 82 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของนาย ส. ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดจำนองตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันฉบับ ลงวันที่ 14 มกราคม 2531 และลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2537
2.1.2 จดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส.3 ตั้งอยู่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม 80 แปลง ของ บริษัท บ. ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดจำนองตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2537
2.1.3 ให้มีบุคคลค้ำประกัน คือ นาย ส. ตามสัญญาค้ำประกัน ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2537 วันที่ 10 ตุลาคม 2540 และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541
2.2 บริษัทฯ ในฐานะเจ้าหนี้ กับนาย ส. ในฐานะลูกหนี้ (ผู้ค้ำประกัน) ได้จัดทำหนังสือรับรองหนี้ที่ต้องปรับปรุง โครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 กรณีบริษัท บ. ในฐานะลูกหนี้ เป็นหนี้บริษัทฯ ตามสัญญาเงินกู้ระหว่างปี 2537 ถึงปี 2541 รวม 31 ฉบับ จำนวนเงิน 28,718,684 บาท ปรากฏตามหนังสือรับรองหนี้ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตาม หลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 433) พ.ศ. 2548
2.3 นาย ส. บริษัทฯ และการเคหะฯ ได้ร่วมกันจัดทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบัน การเงินให้แก่ผู้อื่น ซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินที่ได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่เป็น สถาบันการเงินเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 433) พ.ศ. 2548 เนื่องจาก บริษัท บ. ไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ นาย ส. จึงโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 แปลง ให้การเคหะฯ ซึ่งได้นำมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 โดยตกลงซื้อขาย ตามสัญญา ซื้อขายลงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ราคา 30,000,000 บาท ราคาประเมินทุนทรัพย์จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เป็นจำนวน 13,255,000 บาท โดยรับรองว่า ลูกหนี้คงค้างชำระอยู่กับเจ้าหนี้ ณ วันที่ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้รวม 2 สัญญา เป็นเงินจำนวน 70,800,284.64 บาท และในขณะที่ทำสัญญาโอนอสังหาริมทรัพย์ตามหนังสือรับรองหนี้ฯ ลูกหนี้ยังมี หนี้คงค้างชำระ จำนวน 70,800,284.64 บาท โดยทั้ง 3 ฝ่ายตกลงรับว่า ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันต้องนำเงินจำนวน 28,000,000 บาท ที่ได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์มาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งได้ยื่นหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ฯ เพื่อขอรับสิทธิ ประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่าน
คำตอบ
สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ เนื่องจาก การโอนอสังหาริมทรัพย์ของนาย ส. ไม่ได้กระทำระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว อย่างไรก็ดี หากนาย ส. มิได้มีการกระทำที่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มา จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4(6) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้า หรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ดังนั้น นาย ส. จึงอยู่ในบังคับต้องเสียอากรแสตมป์ จากใบรับสำหรับการโอนหรือก่อตั้ง สิทธิใดๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ตามลักษณะแห่งตราสาร 28.(ข) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์