ทำไมเงินเดือนหาย 750 บาททุกเดือน?
ทำไมเงินเดือนหาย 750 บาททุกเดือน?
ผู้ประกอบการคงต้องส่งบทความนี้ให้พนักงานที่เข้าทำงานใหม่อ่าน ไม่ใช่ว่าเจ้านายโอนเงินเดือนไม่ครบ แต่เขาต้องหักไปส่งประกันสังคมตามกฎหมาย แล้วประกันสังคมคืออะไร? ผู้ที่เข้าระบบกลายเป็นผู้ประกันตนใช้ประโยชน์จากสิทธิ์ตรงนี้ได้อย่างไรบ้าง? หาคำตอบได้ที่นี่
24 Sep 2020 | สุดยอด HR
รู้จักกับประกันสังคม
ประกันสังคมเป็น “หลักประกัน” รูปแบบหนึ่งขั้นพื้นฐานที่จะการันตีเพื่อความสบายใจของพนักงานว่าหากเกิดประสบอุบัติเหตุระหว่างเป็นพนักงานหรือป่วย อย่างน้อยก็จะมีประกันสังคมตรงนี้ช่วย Support เราไว้แน่นอน โดยสำนักงานประกันสังคมมี 2 กองทุนคือกองทุนประกันสังคม (ลูกจ้าง, นายจ้าง, รัฐบาลส่งเงินสมทบร่วมกัน) และกองทุนเงินทดแทน (นายจ้างส่งเงินสมทบฝ่ายเดียว)
กองทุนประกันสังคมจะคุ้มครอง7 กรณี ที่จะช่วย Support พนักงานเวลาเกิดเหตุ โดยที่ 7 กรณีนี้ไม่ต้องเกิดเนื่องจากการทำงานก็ได้
- ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
- ทุพพลภาพ
- ตาย
- คลอดบุตร
- สงเคราะห์บุตร
- ชราภาพ
- ว่างงาน
ส่วนกองทุนเงินทดแทนที่นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว จะคุ้มครอง 4 กรณีที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ได้แก่ 1. หยุดงาน, 2. สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน, 3. ทุพพลภาพ, และ 4. ตายหรือสูญหาย
ในมุมรายจ่ายบริษัท เงินที่หักออกไปส่งกองทุนประกันสังคมนั้นเรียกว่า “เงินสมทบ” ซึ่งจะหักจากเงินเดือนลูกจ้างและนายจ้างคนละครึ่ง (เคยมีกรณีเรียกเก็บเงินสมทบไม่เท่ากันอยู่บ้าง แต่จะเป็นนายจ้างเสียมากกว่าที่โดนเรียกเก็บอัตราสูงกว่าพนักงาน เช่นเวลาเศรษฐกิจไม่ดี เกิดโรคระบาด ทั้งนี้ต้องติดตามจากนโยบายที่ประกาศในช่วงเวลานั้น) โดยในส่วนของลูกจ้าง นายจ้างจะเป็นคนหักเก็บไว้ให้ตอนจ่ายเงินเดือนและนำส่งสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
การคิดเงินค่าประกันสังคม
ซึ่งทุกเดือนบริษัทจะหักออกจากเงินเดือนพนักงาน 5% แต่ไม่เกิน 750 บาท เพราะสำนักงานประกันสังคมมองว่าเงินเดือนสูงสุดที่ใช้คำนวณอยู่ที่ 15,000 บาท
ทำไมเงินเดือนหาย 750 บาททุกเดือน? ก็เพราะ 5% ของ 15,000 ก็คือ 750 บาทนั่นเอง
ส่วนพนักงานที่รายได้ต่อเดือนไม่ถึง 15,000 ก็คำนวณ 5% ไปตามสัดส่วน เช่นเงินเดือนหรือค่าจ้างรายวันรวมกันทั้งเดือน 7,000 บาทจะถูกหักประกันสังคม 350 บาท และได้รับเงินเดือนทั้งสิ้น 6,650 บาท
แต่ถ้าเงินเดือนเกิน 15,000 บาท เช่นได้รับค่าจ้าง 25,000 บาทต่อเดือนก็จะถูกหัก 750 บาทอยู่ดีไม่เกินนั้น แปลว่าจะได้รับเงินทั้งสิ้น 24,250 บาทเป็นต้น หากปริมาณเงินที่ถูกหักไม่ใช่ 750 บาท อาจมีสองกรณีคือสำนักงานประกันสังคมปรับเปลี่ยนอัตราส่งเงินสมทบในช่วงเดือนนั้น ๆ หรือบริษัทอาจมีการแยกภาษี หัก ณ ที่จ่ายนำส่งสรรพากรไว้แล้วจากเงินเดือนของเรา
ตัวอย่างการปรับอัตราส่งเงินสมทบ เช่น ตอนสถานการณ์ระบาดของไวรัส COVID-19 ระบาด ช่วงเดือนมีนาคม 2564 สำนักงานประกันสังคมเรียกเก็บลูกจ้างเหลือ 0.5% คือเก็บสูงสุดไม่เกินคนละ 75 บาท และเรียกเก็บนายจ้าง 3% คือเก็บสูงสุดไม่เกิน 450 บาทต่อพนักงาน 1 คน
ไม่จ่ายประกันสังคมได้ไหม?
พนักงานอาจจะตั้งคำถามว่าไม่เข้าร่วมประกันสังคมได้ไหม โดนตัดเงินไปทุกเดือนแต่เราเป็นคนแข็งแรงมาก ยังไม่เคยไปใช้บริการโรงพยาบาลเลย คำตอบคือ “ไม่ได้” เพราะประกันสังคมเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายแรงงาน อ้างอิงจากพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หากนายจ้างเจตนาไม่ยื่นแบบแจ้งว่ามีลูกจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน หรือไม่ทำหนังสือขอเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้างภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปที่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ดังนั้นไหนไหนก็ต้องจ่ายแล้ว อย่าลืมไปขูดหินปูนปีละ 900 บาท และตรวจสุขภาพประจำปีฟรีปีละครั้งกับสถานพยาบาลที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ซึ่งรายการที่ตรวจก็ค่อนข้าวครอบคลุม เช่น การตรวจร่างกายตามระบบ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เอ็กซ์เรย์ปอด ฯลฯ
ไม่ได้เป็นพนักงานเงินเดือนใช้สิทธิประกันสังคมได้ไหม
คำตอบคือได้ ถือว่าเป็น “ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ” โดยต้องไปสมัครเข้าระบบแบ่งออกเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40
เริ่มจากพนักงานเงินเดือนถือเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งจะเข้าระบบโดยอัตโนมัติอยู่แล้วหลังจากที่บริษัททำการแจ้งเรื่องต่อสำนักงานประกันสังคม แต่เมื่อมีเหตุให้พนักงานประจำลาออกและจะยังไม่กลับไปทำเร็ว ๆ นีั (ภายใน 6 เดือน) แต่ก็ยังไม่อยากเสียสิทธิ์ ให้ทำการสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 แทน
คุณสมบัติของผู้ประกันตนม.39 คือ ต้องนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนและออกจากงานไม่เกิน 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน คือ ทำงานมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป และรวมระยะเวลาออกจากงานยังไม่เกิน 6 เดือนแต่ยังสนใจใช้สิทธิ์ประกันสังคมต่อ ให้ติดต่อสำนักงานประกันสังคม เพื่อคุ้มครอง 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร และชราภาพ ในอัตราเงินสมทบเดือนละ 432 บาทต่อเดือน (คำนวณจาก 9% ของเดือนละ 4,800 บาทเท่ากันทุกคน) โดยสามารถใช้เงินส่วนนี้ลดหย่อนภาษีได้เหมือนผู้ประกันตนม. 33 โดยให้ติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมเพื่อออกเอกสารรับรองให้
เหตุที่จะทำให้สิ้นสภาพผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้แก่ กลับไปเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (กลับเข้าทำงาน), ตาย, ลาออก, ไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน (สิ้นสภาพตั้งแต่เดือนแรกที่ไม่ส่งเงินสมทบ) และภายใน 12 เดือนส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือน
ผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้แก่ บุคคลสัญชาติไทย อายุระหว่าง 15-60 ปีบริบูรณ์ ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ พ่อค้า แม่ค้า ฟรีแลนซ์ ฯลฯ สามารถรับความคุ้มครอง 5 กรณี ได้แก่ 1. หากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย จะได้รับเงินทดแทนจากการขาดรายได้ 2. หากทุพพลภาพ จะได้รับเงินทดแทนจากการขาดรายได้ 3. หากเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าทำศพ 4. กรณีชราภาพจะได้รับเงินก้อนพร้อมผลตอบแทน และ 5. กรณีสงเคราะห์บุตรจะได้รับเงินเป็นรายเดือน
โดยมีอัตราการส่งเงินสมทบ 3 แบบ คือจ่าย 70 บาท, 100 บาท, หรือ 300 บาทต่อเดือน โดยการส่งเงินสมทบ 3 แบบนี้จะได้รับความคุ้มครองต่างกัน
สำหรับบริษัทที่ต้องการขึ้นทะเบียนนายจ้าง
เมื่อใดที่ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างพนักงานประจำตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปจะต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายใน 30 วัน ซึ่งทาง Thai Tax Law มีบริการขึ้นทะเบียนนายจ้าง อ่านรายละเอียดบริการและราคาเพิ่มเติมคลิกที่นี่
หรือขณะนี้บริษัททำการปรับตัว ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ลดขนาดองค์กร Downsizing หรือสถานะในขณะนี้บริษัทยังเปิดอยู่ แค่ไม่มีพนักงานประจำ ทาง Thai Tax Law มีบริการยื่นขอเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมเช่นกัน อ่านรายละเอียดบริการและราคาเพิ่มเติมคลิกที่นี่
หมายเหตุ การขึ้นทะเบียนนายจ้างกับประกันสคม จะไม่นับกรรมการบริษัท เช่น ทั้งบริษัทมีกรรมการทำงานกันอยู่ 2 คนก็เพียงพอ ยังไม่ต้องการคนเพิ่มและยังไม่ต้องจ้างพนักงานเลย อันนี้ไม่ต้องแจ้งประกันสังคมหรือขึ้นทะเบียนนายจ้าง
ไม่มีเวลาแก้ไขเอง ต้องการหาคนช่วย ไม่รู้ว่าแก้ไปแล้วจะถูกต้องไหม?
หากคุณไม่มีเวลาที่จะทำการยื่นแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ หรือต้องการผู้ช่วยในการร่างหนังสือถึงกองข้อมูลธุรกิจให้ถูกต้อง
ติดต่อสอบถามข้อมูลทางระบบ CHAT ของเราทางมุมขวาได้เลย!
สนใจบริการของเรา?
ติดต่อพูดคุยกับทีมงานได้ทางปุ่มแชทด้านขวามือ
หรือ ส่งอีเมลมาได้ที่ info@thaitaxlaw.com